- Published on
Running Economy: เจาะลึกตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลักของ Garmin เพื่อการวิ่งที่ดียิ่งขึ้น

ในการแสวงหาประสิทธิภาพการวิ่งที่ดียิ่งขึ้น นักกีฬามักมุ่งเน้นไปที่การสร้างความอดทนและการเพิ่มความเร็ว อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งที่สมควรได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ Running Economy (ความประหยัดในการวิ่ง) ซึ่งเป็นมาตรวัดความมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานขณะวิ่ง ฟีเจอร์ Running Economy ของ Garmin ให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับปัจจัยด้านประสิทธิภาพที่สำคัญนี้ ช่วยให้นักวิ่งทุกระดับปรับปรุงประสิทธิภาพและเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตนเอง
Running Economy คืออะไร?
Running Economy คือการวัดค่าใช้จ่ายพลังงานส่วนบุคคลของการวิ่งแบบแอโรบิก ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่ร่างกายของคุณเปลี่ยนพลังงานให้เป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คุณใช้ "เชื้อเพลิง" ไปเท่าไหร่เพื่อวิ่งในระยะทางหนึ่งด้วยความเร็วที่กำหนด
ในอุปกรณ์ Garmin ที่รองรับ ค่า Running Economy จะแสดงเป็นมิลลิลิตรของออกซิเจนที่ใช้ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อระยะทางหนึ่งกิโลเมตร (ml/kg/km) ในการอ่านค่า ยิ่งตัวเลขน้อยยิ่งดี เพราะนั่นหมายความว่าคุณใช้พลังงานน้อยลงในการรักษาความเร็วเดิม
เพื่อให้เห็นภาพ นักวิ่งระดับอีลิทมักจะมีค่า Running Economy ที่ดีเยี่ยม โดยอยู่ในช่วง 180-200 ml/kg/km ส่วนนักวิ่งทั่วไปอาจเห็นตัวเลขในช่วง 210-240 ml/kg/km หรือสูงกว่า ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และประวัติการฝึกซ้อม
ทำไม Running Economy ถึงสำคัญ
Running Economy เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับประสิทธิภาพการวิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:
- ตัวสร้างความแตกต่างของประสิทธิภาพ: สำหรับนักวิ่งสองคนที่มีค่า VO2 max เท่ากัน คนที่มี Running Economy ดีกว่าจะได้เปรียบ เพราะใช้พลังงานน้อยกว่าในการวิ่งด้วยความเร็วเดียวกัน
- ผลกระทบต่อความอดทน: การวิ่งที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นหมายถึงการใช้พลังงานในแต่ละก้าวน้อยลง ช่วยให้คุณวิ่งได้นานขึ้นก่อนที่จะเริ่มล้า
- ประสิทธิภาพการแข่งขัน: Running Economy ที่ดีขึ้นส่งผลโดยตรงต่อเวลาการแข่งขันที่เร็วขึ้นด้วยความรู้สึกเหนื่อยเท่าเดิม
- ประโยชน์ต่อการฟื้นฟู: การวิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วยลดความเครียดโดยรวมต่อร่างกาย ส่งผลให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นระหว่างการฝึกซ้อม
- การป้องกันการบาดเจ็บ: บ่อยครั้งที่ท่าวิ่งที่ประหยัดพลังงานจะมีการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นน้อยลง ซึ่งช่วยลดความเค้นของข้อต่อและกล้ามเนื้อ
Garmin วัดค่า Running Economy ของคุณอย่างไร
ในการรับค่าประเมิน Running Economy คุณต้องบันทึกการวิ่งโดยใช้โหมด Run หรือ Track Run ด้วยอุปกรณ์ Garmin ที่รองรับ และต้องจับคู่กับอุปกรณ์เสริมที่สามารถวัด Step Speed Loss ได้ (เช่น สายคาดหน้าอกวัดอัตราการเต้นของหัวใจซีรีส์ HRM-Pro)
การคำนวณจะใช้ข้อมูลจากหลายส่วน ได้แก่:
- อัตราการเต้นของหัวใจ
- ความเร็วในการวิ่ง
- ความยาวก้าว (Stride length)
- ระยะเวลาที่เท้าสัมผัสพื้น (Ground contact time)
- การโยกตัวขณะวิ่ง (Vertical oscillation)
- การสูญเสียความเร็วในแต่ละก้าว (Step speed loss)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ Running Economy
Running Economy ของคุณถูกกำหนดโดยทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยที่ฝึกฝนได้:
ปัจจัยทางพันธุกรรม
- องค์ประกอบของเส้นใยกล้ามเนื้อ
- สัดส่วนร่างกาย
- ความยืดหยุ่นของเอ็น
- ชีวกลศาสตร์ตามธรรมชาติ
ปัจจัยที่ฝึกฝนได้
- ท่าทางและเทคนิคการวิ่ง
- ความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อ
- ความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหว
- ประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด
- การทำงานร่วมกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
- ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง
อุปกรณ์ Garmin ที่รองรับ
การวัด Running Economy มีอยู่ในอุปกรณ์ Garmin บางรุ่น เช่น:
- Forerunner ซีรีส์ 955, 965 และ 970
- Fenix ซีรีส์ 7 และ 8
- Epix (Gen 2 และรุ่นใหม่กว่า)
- อุปกรณ์เสริมที่รองรับ: HRM-Pro Plus, HRM-Pro, HRM-Run หรือ Running Dynamics Pod
📸 เกี่ยวกับ GameraSnap: สุดยอดรีโมทกล้องสำหรับนาฬิกา Garmin
GameraSnap คือแอปรีโมทคอนโทรลกล้องนวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับสมาร์ทวอทช์ Garmin โดยเฉพาะ
ควบคุมกล้องสมาร์ทโฟนของคุณโดยตรงจากนาฬิกา Garmin — เหมาะสำหรับการถ่ายเซลฟี่ขณะออกกำลังกาย รูปหมู่ หรือบันทึกความสำเร็จในการฝึกซ้อมของคุณ รองรับทั้ง iOS และ Android ทำให้การถ่ายภาพแบบแฮนด์ฟรีเป็นเรื่องง่ายและสนุก
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ GameraSnap และใช้งานนาฬิกา Garmin ของคุณให้คุ้มค่ากว่าเดิม!
ฝึกซ้อมอย่างชาญฉลาด ฟื้นฟูให้ดี และบันทึกทุกช่วงเวลาด้วย Garmin และ GameraSnap!